
หลายปีที่ผ่านมา เราอาจได้เห็นข่าวการขายโรงกลั่นผ่านตา…
ทั้งโรงกลั่น RRC (เดิมของ Shell) ที่ขายให้ ปตท. ตอนปี 2547 และโรงกลั่น ESSO ที่ขายให้บางจาก เมื่อปี 2566ทำให้วันนี้ ประเทศไทยมีโรงกลั่นอยู่ทั้งหมด 6 แห่ง และมีเพียง SPRC (คาลเท็กซ์) เจ้าเดียวเท่านั้นที่เป็นของต่างชาติ
❓ ทำไมต่างชาติถึงทยอย “ขายออก”
1️⃣ นโยบายไม่แน่นอน
บางช่วงรัฐพยายาม “ตรึงราคา” หรือ “ขอความร่วมมือ” เพื่อช่วยประชาชนในระยะสั้น
แต่นักลงทุนจะมองว่าเป็นการลดความยืดหยุ่น และเพิ่มความไม่แน่นอนในการทำธุรกิจ
2️⃣ ได้ไม่คุ้มเสี่ยง
ธุรกิจโรงกลั่นมีลักษณะเป็น “วัฏจักร” คือมีผลตอบแทนตามสภาวะตลาดและเศรษฐกิจ
บางปีก็ขาขึ้น บางปีก็ขาลง แต่ทว่าผลตอบแทนเฉลี่ยในไทยกลับไม่สูงเท่าความเสี่ยงนั้น
3️⃣ คืนทุนช้า
การสร้างโรงกลั่น 1 แห่ง ใช้เงินหลายแสนล้านบาท และกว่าจะคืนทุนต้องใช้เวลาเกิน 10 ปี
ดังนั้นเมื่อลงทุนไปแล้ว ทางเลือกจึงมีเพียง “เดินหน้าต่อ” หรือ “ขายให้ผู้เล่นรายอื่น”
อย่างโรงกลั่น RRC (Shell) ตัดสินใจขายกิจการให้ ปตท. และหันไปลงทุนที่ประเทศสิงคโปร์แทน
4️⃣ ต้องลงทุนต่อเนื่อง
ทั้งมาตรฐานสิ่งแวดล้อมเพื่อลดมลพิษ (เช่น ยูโร 5)
การเพิ่มความยืดหยุ่นเพื่อรองรับน้ำมันดิบจากหลายแหล่ง
รวมถึงเพิ่มความสามารถการแข่งขันให้กับประเทศ เพราะตลาดน้ำมันไทยเป็นตลาดเสรี
หากโรงกลั่นไทยสู้ต่างชาติไม่ได้ ก็จะเสี่ยงถูกแทนที่ด้วยการนำเข้าน้ำมัน
ถ้าไทยไม่มีโรงกลั่นในประเทศ…เราจะต้องนำเข้าน้ำมันแทน
ซึ่งอาจกระทบค่าครองชีพ และความสามารถแข่งขัน เพราะโรงกลั่นเป็นต้นน้ำของหลายอุตสาหกรรม
ทั้งภาคขนส่ง โรงงาน LPG สำหรับครัวเรือน และวัตถุดิบปิโตรเคมี เป็นต้น
🐋 ธุรกิจโรงกลั่นจึงเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง และต้องคิดยาว
บางทีการมองแค่ “กำไรระยะสั้น” อาจทำให้เราเผลอจ่าย “ต้นทุนระยะยาว” โดยไม่รู้ตัวก็ได้ฮะ 💭
